“พาราณสี”เป็นเมืองที่มีท่านำลงสู่แม่น้ำคงคามากที่สุดและเก่าแก่ที่สุดสร้างโดยกษัตริย์และมหาเศรษฐีในอดีต หลายยุคหลายสมัยด้วยกัน ชาวฮินดูเลื่อมใสและถือปฎิบัติโดยเคร่งครัดที่จะพากันอาบน้ำชำระร่างกายในแม่น้ำคงคา

          มีเชื่อกันอย่างจริงจังตลอดมานับพันๆปีว่าเมื่อทำบาปแล้ว หากไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา บาปนั้นจะหมดสิ้นไป ในวันหนึ่งๆจะมีผู้คนพากันไปอาบน้ำล้างบาปกันเต็มท่าน้ำไปหมด โดยเฉพาะท่าอัศวเมธ เมืองพาราณสี

          ยิ่งวันเพ็ญเดือนสิบสองด้วยแล้ว ชาวฮินดูจากทั่วทุกสารทิศ จะพากันมุ่งหน้าสู่นครพาราณสี เพียงเพื่อจะล้างบาปที่แม่น้ำคงคา ช่วงเดือนเพ็ญเดือนสิบสอง ฝูงชนนับแสนหลั่งไหลตามกันไปสู่แม่น้ำคงคา

 สำหรับคนไทยพาราณสี คือที่ๆ จะมาแสวงบุญ สำหรับคนอินเดียแล้วพาราณสี คือที่ๆ มาล้างบาปและที่ๆ เจาะจงเดินทางมาตายที่นี่ ว่ากันว่าชาวฮินดูทุกคนล้วนปราถนาที่จะมาตายและได้เผาศพที่นี่

          บางคนรู้ตัวว่าใกล้ตาย ก็จะให้ลุกหลานพามา “รอ” ที่นี่เลย เอาให้แน่ใจว่าตัวเองได้มาตายที่พาราณสี เพื่อจะได้ไปสู่ภพชาติที่ดีกว่าและบาปจะได้รับการชำระเสียแต่ชาตินี้ บางคนไม่ทันได้รอ ตายเสียก่อน อาจจะสั่งเสียลูกหลานไว้ ให้มาเผาหรือลอยน้ำที่นี่

เชื่อกันว่า แม่น้ำคงคาไหลมาจากสวรรค์ทางช้างเผือกดินแดนสุขาวดี

               กล่าวกันว่า   แม่คงคาเป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระศิวะหรือพระอิศวร เทพประธานบนยอดเขาไกรลาส เขาพระสุเมรุ แม่คงคาไหลผ่านเมืองใด พราหมณ์ก็ให้ความสำคัญเมืองนั้น

 เมืองพาราณสีเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมากของพราหมณ์เป็นเมืองที่มีชีวิต  สำหรับชบาคิดว่าคงไม่มีใครมาเปลี่ยนพาราณสีได้  ถ้าโลกนี้ไปมีอันแตกไปเสียก่อน

 จนมีปราชญ์กล่าวว่า ไฟเผาศพไม่เคยดับมาแต่อดีตกาลบันทึกนับถือไม่น้อยกว่า 4000 ปี  แต่ที่เล่าขานกันมาปากต่อปากนั้น  กว่า 6000 ปีแล้ว

ท่ามณิกรรนิการ์  หรือท่าตุ้มหูพระศิวะ   ที่ได้ชื่อว่าท่าตุ้มหูพระศิวะเพราะ  มีเรื่องเล่ากันมาว่า  ท่านี้เป็นท่าน้ำที่พระศิวะมาอาบน้ำ  เมื่อทรงอาบน้ำเสร็จก็ขึ้นมาจากแม่น้ำ  ปรากฎว่าตุ้มหูของพระองค์หล่นหายหาเท่าไรก็ไม่เจอ

          บริเวณท่าแห่งนี้  มีการเผ่าศพทุกวันๆ ละ เป็นสิบๆ ศพ ที่เล่าขานกันมาว่าควันไฟจากการเผาศพของที่นี่ไม่เคยมอดดับมาหลายพันปีแล้วคงไม่เกินจริง

          รอบ ๆ สถานที่แห่งนี้จะมี “สถานที่รอ” เป็นห้องเล็ก ๆ บางทีก็ใช้เป็นที่หลบแดดนั่งพักของญาติ ๆ ที่นำศพมาทำพิธี แต่บางครั้งก็เป็นสถาณที่ที่คนแก่ ๆ มานั่งนอนรอความตายอย่างที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่  

          ชาวฮินดูเชื่อว่าความตายเป็นการทิ้งสังขารเก่าที่ผุพัง  ไปเกิดใหม่ตามแต่บุญกรรมของดวงวิญญาณนั้น  คล้ายกับพุทธเราเลยนะคะ   ความตายจึงเป็นเรื่องธรรมดา ๆ 

          การเผาศพของชาวฮินดูนั้น  จะทำกันง่ายๆ  เมื่อมีคนตายก็จะใช้ผ้าห่อศพแล้วแบกไปยังริมฝั่งแม่น้ำคงคา  ผู้ชายจะห่อด้วยผ้าขาว  ส่วนผู้หญิงจะห่อผ้าหลากสี  โดยไม่ต้องใส่โลงศพให้ยุ่งยากอะไรเลย  มีเพียงแค่แคร่ไม้ใผ่หามเท่านั้น   พอหามศพไปถึงแม่น้ำคงคา  ก็จะซื้อฟืนกันตรงนั้นมากองไว้ 

          ก่อนเผาก็เอาศพที่ห่อผ้าจุ่มลงไปในแม่น้ำคงคาแล้วยกขึ้น  ทำเช่นนี้ 3 ครั้งบ้าง 5 ครั้งบ้าง  ในตำราไม่ได้บอกไว้ว่านำไปชุบน้ำทำไม 

แต่ถ้าให้เดาชบาว่าคงเป็นเหตุผลเดียวคือการชำระล้างบาป  ตามความเชื่อตั้งแต่สมัยมีชีวิตอยู่  แต่เป็นการล้างบาปครั้งสุดท้าย เพื่อให้ดวงวิญญานได้ไปสู่ดินแดนที่สุขสงบ

          ชุบน้ำแล้วนำศพขึ้นมาวางบนกองฟืน   ญาติซึ่งมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่จะมาร่วมพิธีเผาศพที่แม่น้ำคงคา ส่วนผู้หญิงตามประเพณีของชาวฮินดูจะส่งศพที่หน้าบ้านเท่านั้น  ญาติ ๆ ก็จะเดินวนรอบๆแล้วจึงจุดไฟเผาศพ เมื่อมอดไหม้ เหลือแต่กระดูกหรือเถ้าถ่าน  แล้วก็กวาดลงแม่น้ำคงคาไปเลยไม่มีการเก็บกระดูกอย่างพวกเราชาวพุท

          หากเป็นเศรษฐีมีเงินซื้อฟืนเผาได้จนศพหมดมอดไหม้หมด คนรวยจะนิยมใช้ไม้ราคาแพงเป็นฟืนในการเผาศพ เช่นไม่จันทร์เป็นต้น

 หากเป็นคนจนมีเงินซื้อฟืนเผาศพเพียงเล็กน้อย คนจนจะซื้อไม้ราคาถูกเช่น ไม้สะเดา ไม้มะม่วง เป็นต้น

ศพยังไม่ทันมอดไหม้ ก็จะเขี่ยศพทิ้งแม่น้ำคงคา ปรากฏว่ามี สุนัข วัว และอีแร้งเพ่นพ่านอยู่ใกล้ๆพากันแทะเนื้อ แทะกระดูก ทำให้คิดได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี จะเป็นราชา มหาราชา หรือยาจกก็ตาม เมื่อตายไปแล้วก็มีสภาพเหมือนกันหมด